Friday, March 07, 2014

ไปเที่ยวเชียงใหม่ ธ.ค.2555 (วันที่ 4 ตอน 2)

หลังจากออกจากวัดพระธาตุดอยสุเทพแล้ว จุดหมายต่อไปของเราคือ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ สารภาพตามตรงว่าจริงๆ ก็ไม่ได้คิดว่าจะแวะเลย แต่ด้วยคิดว่า ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว และถ้าไม่แวะ ชีวิตนี้จะได้มาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ และอีกประเด็นคือ ค่าเข้าถูกมาก 555 (ซึ่งตอนนี้ก็นึกไม่ออกแล้วว่าวันนั้นจ่ายไปเท่าไร)  ภายในสงบร่มรื่น มีเส้นทางให้เดินศึกษาธรรมชาติ ดูโครงการเกษตรตามพระราชดำริต่างๆ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไม่มีการแปรพระราชฐาน ดังนั้นจึงสามารถให้บุคคลทั่วไปเดินชมได้ทั่วบริเวณ

ส่วนแรกจะเป็นสวนดอกกุหลาบ มีดอกกุหลาบสีแปลกๆ เยอะ บางสีที่ไม่เคยเห็นเช่นสีม่วงก็มี ส่วนที่สองจะมีไม้เมืองหนาวต่างๆ และส่วนถัดไปจะเป็นอ่างเก็บน้ำและน้ำพุดนตรี ส่วนนี้สวยมากๆ มีเพลงบรรเลงประกอบด้วย บรรยากาศดีมากทีเดียวครับ

เดินเล่นไปประมาณชั่วโมงกว่าได้ กินขนมมะพร้าวแก้วที่พกมากับกาแฟประทังชีวิต (ดูน่าสงสารจัง) เนื่องจากในบริเวณพระตำหนักไม่ค่อยมีของกินขาย จะมีแต่ขนม น้ำดื่ม เท่านั้นเองครับ พอออกมาแล้วฝั่งตรงข้ามพระตำหนักถึงจะมีร้านค้าบ้าง เราเดินดูแล้วไม่ค่อยถูกใจก็เลยขี่รถไปต่อดีกว่า เห็นเขาว่าขี่ต่อไปจะเป็นหมู่บ้านแม้วดอยปุย เอ๊ะเป็นยังไงไปดูกันดีกว่า (ยังคงไม่ได้กินข้าวกลางวันเพราะไส้กรอกอีสานเมื่อกี้ยังเต็มท้องอยู่)

ขี่มอเตอร์ไซด์มาเรื่อยๆ จนสุดถนนก็จะพบกับหมู่บ้านแม้วดอยปุย ตอนแรกวาดฝันไว้ว่าจะต้องเป็นอะไรที่กันดาร มีชาวเขาใส่ชุดประจำเผ่า เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ สูบยาเส้น แบบที่เคยเห็นตามสารคดี ปรากฏว่าหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ กลับกลายเป็นแหล่งรวมของที่ระลึกดีๆ นี่เอง เหมือนกับยกเอาถนนคนเดินด้านล่างมาไว้ด้านบนนี้ มีสินค้าหัตกรรมจำหน่าย มีใบชา และสวนดอกฝิ่น ที่ปลูกไว้โชว์ให้ถ่ายรูป สภาพชุมชนอาจเรียกได้ว่าค่อนข้างแออัด เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาแล้วมองลงมาจะเห็นหลังค้าบ้านเรียงกันแทบจะชิดกันเลย

เขามีวิธีหลอกล่อนักท่องเที่ยวที่สนใจพิพิธภัณฑ์เช่นเรา ด้วยการติดป้ายชี้ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ชาวเขา เราก็อยากไปดูเลยเดินตามป้ายขึ้นไปเรื่อยๆ ผ่านดงร้านค้า เครื่องเงิน ผ้าไหม เสื้อยืดต่างๆ จนถึงด้านบนสุด ก็พบว่า มันไม่ได้มีอะไรมากมาย มีแต่เครื่องมือเครื่องใช้เก่าๆ เก็บในกระท่อมมืดๆ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเสียค่าเข้าชม 20 บาท หรือไงนี่ด้วย แอบงง นิดๆ ถ้าเป็นชาวต่างชาติคงจะเซ็งมิไช่น้อย

ขาเดินกลับลงมาจากเขา ทนหิวต่อไปไม่ไหวแล้ว ตอนแรกกะว่ามาที่หมูบ้านแม้วนี้ต้องเจออะไรที่ท้องถิ่นมากๆ จะได้กินอาหารแบบที่คนท้องถิ่นกิน จนแล้วจนรอดก็หาไม่เจอ ไปตายรังเอาที่ร้านขายข้าวซอยร้านหนึ่ง ที่เขาเคลมว่ามีสาขาอยู่หลายแห่งในเชียงใหม่ เอาเหอะพี่ ยังไงก็ได้ เอามากินชามนึง

ท้องอิ่มแล้วเดินทางต่อได้ คราวนี้ไปไหนต่อดี จริงๆ ก็คิดอยู่ในใจเหมือนเคยมีคนเล่าให้ฟังว่า ถ้าอ้อมดอยสุเทพไปด้านหลังจะเป็น สะเมิง แม่ริม หรือยังไงนี่ จะมีที่เที่ยวอีกเยอะเลย แต่ถนนสายที่เรามานี้มันสุดแล้วนี่ แล้วจะไปไหนต่อได้ แปลว่าการไปสะเมิง แม่ริม มันต้องไม่ได้มาทางนี้ มันต้องขับด้านล่างแน่ๆ แล้วเอาไงดีล่ะทีนี้ ต้องย้อนกลับลงไปอย่างไกลเลยนะนั่น ระลึกได้ว่า ระหว่างทางที่ขี่ขึ้นมานั้น มีป้ายที่บอกว่าไป หมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน ด้วยนี่นา จำได้ว่า เฮียเปียว ที่นครสวรรค์เคยพูดถึงว่ามีดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือดอกซากุระเมืองไทย สีชมพูสวยที่จะบานช่วงหน้าหนาวของแต่ละปี อืม..ก็น่าสนนะ งั้นเสร็จจากหมู่บ้านแม้วดอยปุยเราไปดูหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยนกันดีกว่า

ย้อนกลับมาทางถนนใหญ่ได้หน่อยก็เจอทางแยกเลี้ยวเข้าไป ทางค่อนข้างแคบ ประมาณ3-4 เมตร เป็นถนนลาดยางผสมลูกรังบ้าง ไม่ค่อยมีรถสวนกันเท่าไร ขี่ไปสักพักก็กังวลว่าจะหลงทาง แล้วก็กังวลเรื่องน้ำมันรถว่าจะหมดหรือเปล่า เพราะเกจ์น้ำมันเริ่มตกมาใกล้ตัว E แล้ว ระยะทางไปอีกไกลหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจนัก ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อบ้างขี่หลบหลีกไปเรื่อย คิดว่าถ้าเอารถยนต์เข้ามาน่าจะลำบากมากเพระถนนแคบคงจะสวนกันลำบาก อาจจะตกไหล่ทางลงไปเหวด้านข้างได้ ทางลำบากยิ่งทำให้น่าสนใจว่าจุดหมายปลายทางเป็นอย่างไร ขี่ไปเรื่อยๆ ผ่านสถานีเกษตรขุนข่างเคี่ยน เป็นลักษณะเป็นลานลงไปในหุบเขา รู้ทีหลังว่าเป็นลานสำหรับกางเต็นท์ มีร้านกาแฟของทางสถานีเกษตรอยู่ด้วยที่นี่เขาส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกกาแฟขายกัน อ้าว จบแค่นี้เหรอ ... ไม่มั้ง ไปต่ออีกหน่อยเพราะถนนยังมีทางต่อไป ขี่กันต่อไปครับ จนมาสุดทางที่หมู่บ้านขุนช่างเคี่ยนนี่เอง

ใช่แล้ว แบบนี้ล่ะ หมู่บ้านชาวเขาที่เราอยากจะมาดู เป็นชุมชนเดิมๆ ชาวบ้านอยู่อย่างสงบๆ ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวแบบหมู่บ้านแม้วดอยปุย มีร้านกาแฟและขายของขำหน้าหมู่บ้าน ต้นนางพญาเสือโคร่งยังไม่ออกดอก คนขายของบอกว่าต้องรออีกสักเดือนนึง โอเค มาผิดเวลา ถึงว่าสิ ไม่ค่อยมีคน 555 เอาเถอะ มาแล้วก็หาอะไรดูเล่นๆ ดีกว่า ขี่มอไซด์ไปตามถนนเลียบข้างๆหมู่บ้านไป จนเจอโรงเรียน ศรีเนรูห์ อืม..เจ๋งไปเลย ได้ดูโรงเรียนเด็กดอยด้วย ถึงแม้ว่าภาพในหัวอาจจะกันดาร แต่โรงเรียนนี้ก็ไม่ถึงกับกันดารมากเพราะยังเข้าถึงง่ายอยู่ โรงเรียนมาแทงก์น้ำ อาคาร บริจาคจากหน่วยงานเอกชนหลายแห่ง ผมแวะไปดูห้องสมุด ดูเด็กๆ อ่านหนังสือ เด็กอีกส่วนหนึ่งเล่นฟุตบอลอยู่ในสนาม ด้านหลังของอาคารเรียนเป็นชานยื่นออกไปจากภูเขา สามารถมองเห็นวิวเมืองเชียงใหม่ที่สวยงามได้อีกมุมครับ สวย สมกับที่บุกป่าฝ่าดงมาดู









ก่อนกลับก็ขอชิมกาแฟที่ขึ้นชื่อของที่นี่สักหน่อย ขมเข้ม แต่เราก็ไม่ใช่คนกินกาแฟเก่งกาจ เพราะปกติกินแต่กาแฟกระป๋อง ก็โอเคล่ะ กลับดีกว่า มาลุ้นกันอีกทีว่าน้ำมันจะหมดหรือเปล่า

ขี่ย้อนทางเดิม เจอนักท่องเที่ยวสวนไปหลายคน ถามว่า "อีกไกลไหม" "ไกลครับ" "แล้วมีดอกนางพญาเสือโคร่งไหม" "ไม่มีครับ ต้องรอเดือนหน้า" หลายคนทำสีหน้าผิดหวัง แต่ผมบอกว่าไม่เป็นไร ไปดูวิวเมืองเชียงใหม่จากโรงเรียนก็ได้ครับ สวยดี

ขากลับรู้สึกว่าทางใกล้ขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าทางลงจากดอยสุเทพไกลขึ้น กว่าจะผ่าน พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ไกลมาก ตอนก่อนลงมาพื้นราบแวะถ่ายรูปวิวเมืองเชียงใหม่อีกรูป แล้วลงละแวะร้านอาหารญี่ปุ่น สึนามิ หน้า มช. รสชาติก็พอไหว แต่ราคากรุงเทพนะครับ กินเสร็จแล้วคิดได้ว่า นี่อยู่ไกลจากทะเลเยอะมากเลยนะ พวกอาหารทะเลกว่าจะมาถึงนี่ไกลมาก เคยมีเคสตอนที่มาเชียงใหม่กับพ่อเมื่อนานมาแล้วสั่ง กระเพราปลาหมึก พ่อดุว่าเดี๋ยวก็ได้กินแบบไม่สดหรอก... จำจนตายเลย อาหารญี่ปุ่นวันนี้เลยกินข้าวหน้าหมูทอดแทน แหะๆ

ทำอะไรต่อดีล่ะวันนี้ ลงมาจากดอยสุเทพแล้ว จริงๆนัดกับเซลล์คนนึงที่อยู่เชียงใหม่ว่าจะให้พาไปแวะดูร้านหนังสือเครื่องเขียนในเชียงใหม่บ้าง เท่าที่รู้มา มีร้านเชียงใหม่สมุดลานนา ร้านอุดมผล(ไซเรียง) ร้านสุริวงศ์บุ๊คเซ็นเตอร์ และได้ยินมาว่ามีร้านเปิดใหม่จากลำพูนอยู่แถวสันกำแพง ลองโทรไปนัดแนะแล้วปรากฏว่าเซลล์ผู้นั้นไม่ว่าง เอาวะก็มาแล้วนี่ หาเอาเองก็ได้

ร้านแรก เชียงใหม่สมุดลานนา อยู่ ถนนช้างเผือก ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
ร้านนี้เป็นร้านแรกที่เซลล์แนะนำให้มาดู เป็นร้านเก่าแก่ เป็นร้านที่อยู่ในทำเลดีเหมือนกัน คือตรงข้ามมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เป็นห้องแถว2ห้องแต่ลึกมากมี2ชั้น
การตกแต่งยังไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ของเยอะมาก จนการจัดเรียงบางส่วนดูเบียดๆ เละเทะหน่อย ด้านหน้าจะเป็นส่วนที่ขายเครื่องเขียน อุปกรณ์การฝีมือ สีโปสเตอร์
ส่วนด้านหลังจะเป็นหนังสือ แต่ไม่มากเท่าไร คงคล้ายๆกับร้านศึกษาภัณฑ์ทั่วไป คือไม่ได้เน้นหนังสือ เน้นเครื่องเขียนมากกว่า
ด้านหน้าถอยเข้าไปจากถนนเยอะพอสมควรสำหรับให้ลูกค้าที่มามอเตอร์ไซด์ได้ขี่ขึ้นฟุตบาทมาจอดหน้าร้านได้เลยไม่ต้องจอดริมถนนเพราะ ถนนช้างเผือกนี้เป็นถนนหลักสำหรับออกนอกเมืองเชียงใหม่ทางด้านเหนือรถค่อนข้างเยอะครับ ด้านข้างมีที่จอดรถสำหรับ รับส่งของ มีป้ายห้ามนักศึกษาหรือบุคคลากรของ มหาวิทยาลัยราชภัฏมาจอด สงสัยว่าคงมีการมาจอดแล้วข้ามไปเรียนไปสอนล้วกลับมาเอาตอนเย็น ทำให้ทางร้านขึ้นลงของไม่สะดวก ด้านหลังมีโกดัง และมีซอยออกไปด้านข้าง มีลานจอดรถกว้างๆอีกที่นึง เรียกได้ว่าเตรียมพร้อมสำหรับให้ลูกค้าจอดรถมาก เราเดินวนไปวนมาหลายรอบ มือถือแบตหมดเรียบร้อยจึงถ่ายรูปไม่ได้เลย คนขายก็สงสัยว่าเดินวนไปมาไม่ได้ซื้ออะไร เราก็บอกว่าหาไม้บัลซ่า ซึ่งดูๆแล้วร้านนี้ไม่มีแน่ๆ ร้านนี้มีหลายสาขานะครับ แต่ผมไปแค่สาขาเดียว

ร้านที่สอง จำชื่อร้านไม่ได้แล้ว อยู่ใน ซ.หมื่นด้ามพร้าคต
ออกมาจากร้านสมุดลานนาไม่นานใกล้ๆ กันมีซอยให้เลี้ยวเข้าไป ตอนแรกไม่คิดว่าจะมีร้านในซอยนี้ กะจะใช้เป็นทางลัดไปโผล่ถนนอื่นเพราะถนนช้างเผือกถ้าแล่นตรงไปจะไม่มีที่กลับรถจนถึงแยกข่วงสิงห์ซึ่งเป็นถนนใหญ่ ไม่สะดวกในการกลับรถเลย เลี้ยวปุ๊ปเจอแหล่งร้านค้า หอพักนักศึกษามากมาย ร้านที่สองนี้อยู่ด้านขวา การจัดพื้นที่คล้ายๆสมุดลานนา มีลานหน้าร้านสำหรับให้รถขึ้นมาจอดได้ ร้านนี้เป็น M&G Shop ด้วย เดินดูในร้าน จัดเดินง่ายกว่าสมุดลานนาแต่ของก็น้อยกว่าด้วย และไม่มีหนังสือเลย เดินดูรอบๆ พนักงานร้านนี้ไม่ค่อยสนใจเราก็เลยไม่ต้องเตรียมคำตอบอะไร

ร้านที่สาม อุดมผล (ไซเรียง) http://zirieng.com/
ร้านนี้หายากมากเพราะเดาไม่ถูกว่าอยู่ตรงไหน ออกจากร้านที่สองไปเราก็ไปโผล่แถว วัดศรีชัยภูมิ ซึ่งอยู่ไปทางตะวันออกของเมือง พยายามขี่วนหลายถนนก็ยังหาไม่เจอ ถามคนแล้วเขาบอกว่าอยู่ใกล้โรงเรียนยุพราช ..ก็คือต้องย้อนกลับไปแถวอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ก็ต้องข้ามเข้าไปในเกาะเมืองอีก ข้อเสียของเมืองใหญ่มากๆ คือคนจะไม่รู้จักชื่อร้านว่าร้านนี้อยู่ตรงไหน ก็เป็นได้ กว่าจะวนหาเจอร้านเขาก็ปิดไปซะแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้มาใหม่

ร้านที่สี่ สุริวงศ์บุ๊คเซ็นเตอร์ http://www.suriwongbook.com/
ได้ยินชื่อร้านนี้มานานแล้ว จริงๆ ไม่ได้วางแผนจะไปแต่เป็นการบังเอิญมากกว่า เพราะตอนแรกหลังจากไปไซเรียงไม่ทันแล้ว ก็คิดว่าจะไปหาญาติที่บ้านอยู่แถวหนองหอยดีกว่า
ขี่มอเตอร์ไซด์ไปเรื่อยตามแผนที่ว่าต้องไปถนนศรีดอนไชย พอสุดถนนแล้วเลี้ยวขวาเจอสะพานข้ามแม่น้ำปิงแล้วก็ถึงตลาดหนองหอยละ ปรากฏว่าระหว่างทางที่ผ่านถนนศรีดอนไชยนั้น ก็ได้เจอกับร้านหนังสือ สุริวงศ์บุ๊คเซ็นเตอร์ครับ รีบเลี้ยวรถข้ามเลนไปจอดเลย ร้านที่นี่ใช้พื้นที่ใต้ถุนเป็นลานจอดรถ ด้านหน้าทำเป็นร้านกาแฟสตาร์บั๊คและร้านขายนิตยสาร ส่วนบนชั้น2แบ่งเป็น 2 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นโรงเรียนกวดวิชา ห้องประชุม อีกด้านเป็นร้านหนังสือ ในส่วนร้านหนังสือแบ่งเป็น 2 ส่วนคือส่วนขายเครื่องเขียนและส่วนขายหนังสือครับ การตกแต่งโดยรวมสวยดี ดูเรียบง่าย ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีสว่างตา ขนาดไม่สูงนัก คนเดินก็จะเห็นกันทุกคน แบ่งส่วนหนึ่งจำหน่ายหนังสือภาษาต่างประเทศด้วย เจ๋งดี รู้สึกขนาดพื้นที่น่าจะพอๆกับครึ่งนึงของโรงยิมเนเซียมโรงเรียนได้เลยครับ เดินดูรอบๆ จนเขาใกล้จะปิดก็ออกมาครับ ไม่ได้ซื้ออะไร ตอนก่อนออกถึงได้เห็นว่าเขาขายหนังสือเรียนเหมือนกัน

ต่อนะครับขี่มอไซด์ต่อจนสุดถนนศรีดอนไชย เจอสามแยก จะเลี้ยวขวาดันมีป้ายห้ามเลี้ยว ซวยล่ะสิ เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเรื่อย พยายามเหล่หาสะพานข้ามแม่น้ำปิงจนถึงถนนท่าแพ ก็จะเจอสะพานนวรัฐ ซึ่งข้ามไปอีกฝั่งได้ พอข้ามไปแล้วถึงมองกลับไปเห็นว่ามีสะพานเหล็กแบบในหนังเรื่องเพื่อนสนิทด้วย แต่เราเลยมาแล้ว พอลงสะพานข้ามฝั่งได้ก็พยายามย้อนมาทางสะพานที่เราเล็งไว้ตอนแรกว่าอยู่ใกล้ตลาดหนองหอย การล่องมายิ่งทำให้หลงทางมากขึ้น เข้าถนนสายเชียงใหม่ลำพูน เหมือนจะเคยได้ยินว่าหน้าบ้านญาติมีต้นยางใหญ่ๆ โอเคงั้นลองไปถนนนี้ล่ะ เลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆ บางช่วงก็ไม่เห็นแม่น้ำก็แอบกลัวว่าจะหลง ขี่ไปเรื่อยๆ พยายามมองทาง สุดท้ายก็เจอตลาดหนองหอยจนได้ แต่หาร้านญาติไม่เจอแบบซุ่มซ่ามมาก ถึงขนาดที่ว่ายืนอยู่หน้าร้านเขาแล้วก็ยังมองไม่เห็น ต้องไปถามร้านข้างๆด้วย อย่างฮา หลังจากโทรคุยกันแล้วทราบว่าร้านญาติเขาปิดร้านไปกินข้าวกันที่เจี่ยท้งเฮงกันเขาก็บอกทางให้เราขี่มอไซด์ไปสมทบได้ด้วยดี (ไม่อธิบายทางละนะ เพราะมั่วมากจำไม่ได้แล้ว) ไปเนียนกินข้าวกับเขา ดีๆ ชอบ เพราะไม่ได้เจอเขาพร้อมหน้ากันมาหลายปีแล้ว

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วจะไปดูรอบรถกลับบ้านพรุ่งนี้ที่อาเขตเสียหน่อย พยายามอีกรอบ คราวนี้เลี้ยวไปขึ้นสะพานเหล็กตามที่ได้แอบเล็งไว้ เสียดายไม่มีคนซ้อนท้ายมาทำมิวสิคนะ หลงทางอีกหลายตลบคราวนี้ เพราะ อาเขตอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ แถมดึกแล้วไม่ค่อยมีคนให้ถามแล้วด้วย ตามความเข้าใจคืออยู่ใกล้กับแยกใหญ่ๆชื่อเยกศาล หรือไงนี่ล่ะ ขี่รถผ่านโรงเรียนดาราวิทยาลัย โรงเรียนปรินซ์รอแยล โรงเรียนมงฟอร์ต โรงเรียนเรยีนา วนไปวนมาหลายรอบมาก จนสุดท้ายไปเจออาเขตจนได้ ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เขาปิดหมดแล้ว ซึ่งแปลกมาก เพราะตามความเข้าใจของเราคือเชียงใหม่น่าจะเป็นเมืองต่อรถ น่าจะคึกคักทั้งคืนปรากฏว่าปิดเงียบเลย ทำให้ต้องกลับที่พัก จบวันอย่างงงๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องไปแต่เช้าไปจองตั๋วให้ได้เลย

(ปัจจุบัน คุณป้า ได้เสียชีวิตลงแล้ว เมื่อกลางปี 2556 นี้เองครับ และผมไม่ได้ไปร่วมงานศพด้วย จึงถือว่าการกินข้าวในวันนั้นเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายครับ :( )

No comments:

Post a Comment